ข้ามไปยังเนื้อหา
TNPrank
จัดอันดับ 10 → 1

10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026

เจาะลึก 10 กองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่ครองมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) สูงสุดในโลก พร้อมวิเคราะห์กลยุทธ์และจุดเด่นเพื่อเป็นแนวทางสร้างพอร์ตระดับสากล

กองบรรณาธิการ TNPrank อ่าน 28 นาที 0 วิว

จัดอันดับตาม มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)· ที่มา ETF Database / Seeking Alpha / ETF.com· ข้อมูล ณ กันยายน 2569 (ค.ศ. 2026)

10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพ:wallpapers.com

ในยุคที่พรมแดนการลงทุนเปิดกว้างและเครื่องมือทางการเงินพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ETF (Exchange Traded Fund) ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวสำหรับนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงผู้ลงทุนชาวไทยที่ต้องการกระจายสินทรัพย์ออกจากตลาดในประเทศ เพื่อไปเกาะกระแสการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบริษัทชั้นนำระดับโลก

หัวใจสำคัญที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพของกองทุน ETF คือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ หรือ AUM (Assets Under Management) ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ขนาดของเม็ดเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันของสภาพคล่องในการซื้อขาย ส่วนต่างราคาที่แคบ และต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำลงอันเนื่องมาจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้กองทุนที่มีขนาดใหญ่ได้รับความไว้วางใจจากสถาบันการเงินและนักลงทุนรายย่อยอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้ TNPrank ได้รวบรวมและจัดอันดับ 10 กองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงที่สุดในโลก โดยคัดกรองเฉพาะกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ล้วนที่ตรวจสอบสถิติล่าสุดได้อย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโครงสร้าง กลยุทธ์การลงทุน และสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเองได้อย่างมั่นใจ

วัดผลอย่างไร

การจัดอันดับในบทความนี้ใช้ตัวชี้วัดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (Assets Under Management หรือ AUM) ในหน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเกณฑ์หลักในการเรียงลำดับ โดยคัดเลือกเฉพาะกองทุนรวม ETF ที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาโดยตรง (ตัดกองทุนตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และกองทุนหุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ ออก) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบขนาดและความนิยมในกลุ่มสินทรัพย์เดียวกันได้อย่างเที่ยงธรรม ข้อมูลทั้งหมดได้รับการรวบรวมและยืนยันความถูกต้อง ณ ช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2569 (ค.ศ. 2026)

นับถอยหลัง 10 อันดับ

อันดับ10

เกณฑ์มาตรฐานหุ้นเติบโตระดับสากล

iShares Russell 1000 Growth ETF (IWF)

กองทุนหุ้นเติบโตอิงดัชนี Russell ยอดนิยมของนักลงทุนสถาบัน

$128.77 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
iShares Russell 1000 Growth ETF (IWF) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพประกอบสร้างโดย TNPrank (AI)

iShares Russell 1000 Growth ETF หรือ IWF เป็นหนึ่งในกองทุนสไตล์หุ้นเติบโตที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากนักลงทุนสถาบัน กองทุนอิงตามดัชนี Russell 1000 Growth ซึ่งคัดเลือกบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงจากกลุ่มหุ้นสหรัฐฯ 1,000 อันดับแรก โดยวัดจากอัตราการเติบโตของยอดขายและผลคาดการณ์กำไรในอนาคต

จุดเด่นของ IWF อยู่ที่การใช้เกณฑ์การคัดเลือกตามแบบฉบับของ FTSE Russell ซึ่งทำให้กองทุนสามารถกระจายสัดส่วนการลงทุนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การแพทย์สมัยใหม่ บริการดิจิทัล และสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียม ส่งผลให้มีรายชื่อหุ้นมากกว่า 400 บริษัทในพอร์ต

ด้วยมูลค่าสินทรัพย์และประวัติผลการดำเนินงานที่ยาวนาน IWF จึงเป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกใช้เปรียบเทียบผลงานการบริหารแบบ Active Management โดยมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ร้อยละ 0.19 ต่อปี พร้อมสภาพคล่องที่ยอดเยี่ยม

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$128.77 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
Russell 1000 Growth Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.19%
บริษัทผู้ออกกองทุน
BlackRock Financial Management

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • อิงดัชนี Russell 1000 Growth ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก
  • กระจายการลงทุนในหุ้นเติบโตมากกว่า 400 บริษัท
  • บริหารจัดการโดย BlackRock พร้อมระบบบริหารความเสี่ยงระดับสากล
  • ครอบคลุมหุ้นเติบโตทั้งกลุ่มเทคโนโลยี เฮลท์แคร์ และสินค้าฟุ่มเฟือย

จุดเด่น

  • การกระจายหุ้นเติบโตกว้างขวางกว่า 400 รายการ
  • เป็นที่ยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายโดยนักลงทุนสถาบัน

ข้อควรรู้

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการสูงกว่า VUG ของฝั่ง Vanguard
  • ยังคงมีความอ่อนไหวต่อภาวะอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อสูง

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการขยายพอร์ตหุ้นเติบโตตามมาตรฐานดัชนีสถาบัน ผ่านการบริหารที่มั่นคงของค่าย BlackRock

อันดับ9

กองทุนหุ้นเทคโนโลยีสารสนเทศล้วน

Vanguard Information Technology ETF (VGT)

กองทุนเทคโนโลยีสารสนเทศ เจาะลึกฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ AI

$155.70 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
Vanguard Information Technology ETF (VGT) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพ:qaqooking.wiki

Vanguard Information Technology ETF หรือ VGT เป็นกองทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector ETF) ที่เน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศของสหรัฐอเมริกาแบบเพียวๆ กองทุนอิงตามดัชนี MSCI US Investable Market Information Technology 25/50 Index ครอบคลุมทั้งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก

สิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่าง VGT กับ QQQ คือการคัดกรองอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด โดย VGT จะไม่มีหุ้นกลุ่มสื่อสารหรือสินค้าฟุ่มเฟือย (เช่น Alphabet, Meta หรือ Amazon) แต่จะมุ่งเน้นเฉพาะบริษัทที่ผลิตฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เซมิคอนดักเตอร์ และระบบคลาวด์ เช่น Apple, Microsoft, NVIDIA, Broadcom และ Salesforce ทำให้ผู้ถือครองได้รับพลังการขับเคลื่อนจากเซมิคอนดักเตอร์และระบบคอมพิวติงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ด้วยค่าธรรมเนียมที่ประหยัดเพียงร้อยละ 0.10 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่ากองทุนกลุ่มเทคโนโลยีทั่วไปในอุตสาหกรรม VGT จึงเป็นอาวุธสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจัดสรรน้ำหนัก (Tactical Allocation) เพิ่มเติมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีล้วนๆ เพื่อรับประโยชน์จากยุคทองของ AI และนวัตกรรมดิจิทัล

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$155.70 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
MSCI US IMI Info Tech 25/50 Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.10%
บริษัทผู้ออกกองทุน
The Vanguard Group

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • เน้นหุ้นหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและเซมิคอนดักเตอร์ล้วนๆ
  • ครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กกว่า 300 แห่ง
  • อัตราค่าธรรมเนียมย่อมเยาเพียง 0.10% สำหรับกองทุนเฉพาะกลุ่ม
  • ได้รับแรงขับเคลื่อนโดยตรงจากกระแสปัญญาประดิษฐ์และชิปประมวลผล

จุดเด่น

  • เข้าถึงอุตสาหกรรมชิปและซอฟต์แวร์ต้นน้ำได้อย่างตรงจุด
  • ประสิทธิภาพผลตอบแทนระยะยาวสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเซกเตอร์อื่น

ข้อควรรู้

  • การกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่สูงสุด 3 อันดับแรกมีสัดส่วนค่อนข้างสูงมาก
  • ขาดความหลากหลายเนื่องจากลงทุนในอุตสาหกรรมเดียว มีความผันผวนสูงตามรอบวัฏจักรชิป

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับนักลงทุนสายเทคโนโลยีที่ต้องการเดิมพันอย่างเจาะจงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบซอฟต์แวร์ระดับโลก

อันดับ8

ค่าธรรมเนียม S&P 500 ต่ำที่สุด

SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM)

กองทุน S&P 500 ที่มีค่าธรรมเนียมถูกที่สุดในตลาดเพียง 0.02%

$176.55 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพประกอบสร้างโดย TNPrank (AI)

SPDR Portfolio S&P 500 ETF หรือเดิมคือ SPLG ที่ปรับภาพลักษณ์และขยายฐานภายใต้รหัส SPYM เป็นกองทุนอิงดัชนี S&P 500 จากค่าย State Street Global Advisors ที่ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนระยะยาวที่ใส่ใจเรื่องต้นทุน โดยมีจุดมุ่งหมายในการแข่งขันโดยตรงกับ VOO และ IVV

สิ่งที่ทำให้ SPYM ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดดจนก้าวขึ้นมาติด 10 อันดับแรก คือการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ต่ำเป็นประวัติการณ์เพียงร้อยละ 0.02 ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในบรรดากองทุน S&P 500 ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีราคาต่อหน่วยลงทุนที่ไม่สูงเกินไป ทำให้ผู้ลงทุนที่เริ่มต้นด้วยงบประมาณจำกัดสามารถซื้อขายหน่วยเต็มได้อย่างสะดวก

แม้ว่า SPYM จะไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นเท่ายักษ์ใหญ่อย่าง SPY แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่เน้นกลยุทธ์ซื้อแล้วถือยาว (Buy and Hold) หรือการตั้งระบบลงทุนอัตโนมัติรายเดือน ความประหยัดจากค่าธรรมเนียม 0.02% ย่อมสร้างส่วนต่างผลตอบแทนสุทธิที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$176.55 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
S&P 500 Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.02%
บริษัทผู้ออกกองทุน
State Street Global Advisors

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • อัตราค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดในกลุ่ม S&P 500 เพียง 0.02% ต่อปี
  • ราคาต่อหุ้นย่อมเยา ซื้อง่ายสำหรับนักลงทุนรายย่อย
  • อิงดัชนี 500 บริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับ SPY
  • ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการถือครองลงทุนระยะยาว

จุดเด่น

  • ประหยัดต้นทุนระยะยาวได้สูงสุด
  • เข้าถึงหุ้น S&P 500 ได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่

ข้อควรรู้

  • ปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันน้อยกว่า SPY อย่างเห็นได้ชัด
  • ตลาดออปชันมีสภาพคล่องต่ำกว่ากองทุนรุ่นพี่ในค่ายเดียวกัน

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่สะสมหุ้นระยะยาวแบบ DCA ที่ต้องการลดต้นทุนค่าธรรมเนียมให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

อันดับ7

เสาหลักแห่งการลงทุนสไตล์หุ้นคุณค่า

Vanguard Value ETF (VTV)

กองทุนหุ้นคุณค่าขนาดใหญ่ จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ผันผวนต่ำ

$188.44 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
Vanguard Value ETF (VTV) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพประกอบสร้างโดย TNPrank (AI)

Vanguard Value ETF หรือ VTV คือตัวแทนที่มั่นคงที่สุดของกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ในสหรัฐอเมริกา โดยลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ต่ำ อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เหมาะสม และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับน่าพอใจ อิงตามดัชนี CRSP US Large Cap Value Index

โครงสร้างของ VTV มีความแตกต่างจากกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ยอดนิยมส่วนใหญ่ เพราะไม่มีการพึ่งพากลุ่มเทคโนโลยีระดับสูง แต่จะเน้นหนักไปที่กลุ่มธุรกิจรากฐานที่มีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ เช่น สถาบันการเงิน พลังงาน อุตสาหกรรมดั้งเดิม การดูแลสุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ตัวอย่างหุ้นเด่น ได้แก่ Berkshire Hathaway, JPMorgan Chase, Exxon Mobil และ Johnson & Johnson

ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพียงร้อยละ 0.04 ต่อปี VTV จึงทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลความเสี่ยงชั้นเยี่ยม (Defensive Anchor) ให้กับพอร์ตการลงทุนรวม ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเกิดการปรับฐานหรือมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง หุ้นคุณค่าเหล่านี้มักสร้างกระแสเงินสดและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงกว่า

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$188.44 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
CRSP US Large Cap Value Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.04%
บริษัทผู้ออกกองทุน
The Vanguard Group

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • เน้นหุ้นคุณค่าขนาดใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดมั่นคง
  • มีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยสูงกว่าดัชนี S&P 500
  • ความผันผวนต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดเทคโนโลยีปรับฐาน
  • ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 0.04% ต่อปี

จุดเด่น

  • สร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลสม่ำเสมอ
  • ช่วยกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีมากเกินไป

ข้อควรรู้

  • ในช่วงตลาดกระทิงที่นำโดยหุ้นเทคโนโลยี อัตราการเติบโตจะตามหลังตลาดกว้าง
  • การเติบโตของราคาค่อนข้างเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับนักลงทุนสายอนุรักษนิยม ผู้ใกล้เกษียณ หรือผู้ที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอ

อันดับ6

สุดยอดกองทุนหุ้นเติบโตต้นทุนต่ำ

Vanguard Growth ETF (VUG)

กองทุนหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ค่าธรรมเนียมเพียง 0.04%

$234.96 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
Vanguard Growth ETF (VUG) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพประกอบสร้างโดย TNPrank (AI)

Vanguard Growth ETF หรือ VUG เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการคัดสรรหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยอิงตามดัชนี CRSP US Large Cap Growth Index กองทุนนี้ประเมินคุณสมบัติของหุ้นจากหลากหลายมิติ เช่น อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นทั้งในอดีตและอนาคต ยอดขาย และอัตราการลงทุนต่อสินทรัพย์

จุดเด่นสำคัญของ VUG คือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกองทุนเทคโนโลยีเข้มข้นอย่าง QQQ กับกองทุนตลาดกว้างอย่าง S&P 500 เนื่องจาก VUG มีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นเติบโตในอุตสาหกรรมอื่นด้วย เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย บริการสุขภาพ และอุตสาหกรรมก้าวหน้า ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นที่จดทะเบียนใน Nasdaq เท่านั้น

ด้วยค่าธรรมเนียมที่ประหยัดตามมาตรฐาน Vanguard เพียงร้อยละ 0.04 ต่อปี VUG จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการเน้นหนักในสไตล์หุ้นเติบโต (Growth Investing) แต่ต้องการประหยัดต้นทุนค่าธรรมเนียมและกระจายความเสี่ยงในบริษัทขนาดใหญ่ราว 200 บริษัทอย่างเป็นระบบ

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$234.96 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
CRSP US Large Cap Growth Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.04%
บริษัทผู้ออกกองทุน
The Vanguard Group

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • เน้นหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มรายได้และกำไรโดดเด่น
  • อัตราค่าธรรมเนียมต่ำมากเพียง 0.04% ต่อปี
  • กระจายความเสี่ยงครอบคลุมบริษัทเติบโตราว 200 แห่ง
  • รวมหุ้นเติบโตนอกเหนือจากตลาด Nasdaq ด้วย

จุดเด่น

  • เกาะกระแสหุ้นเติบโตได้หลากหลายอุตสาหกรรม
  • ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนแนว Growth ส่วนใหญ่ในตลาด

ข้อควรรู้

  • อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลค่อนข้างต่ำเนื่องจากเป็นหุ้นเติบโต
  • อาจเผชิญการปรับฐานของราคาแรงในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นทิศทางขาขึ้น

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมุ่งเน้นหุ้นสไตล์เติบโตสูงเพื่อเป้าหมายเพิ่มมูลค่าเงินทุน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมบริหารจัดการน้อยที่สุด

อันดับ5

ผู้นำหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมโลก

Invesco QQQ Trust (QQQ)

กองทุน 100 บริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นยอดจากดัชนี Nasdaq

$500.32 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
Invesco QQQ Trust (QQQ) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพ:Luca Marfè at Italia all'ONU / Wikimedia Commons (CC BY 2.0)

Invesco QQQ Trust หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า QQQ คือกองทุน ETF ระดับตำนานที่อิงกับดัชนี Nasdaq-100 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทนอกกลุ่มการเงินที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 100 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ทำให้ QQQ กลายเป็นตัวแทนชั้นยอดของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี การสื่อสาร และนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

ความโดดเด่นของ QQQ อยู่ที่การเป็นแหล่งรวมของบริษัทระดับผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI), คลาวด์คอมพิวติง, อีคอมเมิร์ซ, ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และซอฟต์แวร์ระดับโลก เช่น Microsoft, Apple, NVIDIA, Amazon และ Meta โดยไม่มีการถือครองหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมเลยแม้แต่บริษัทเดียว

ด้วยการให้น้ำหนักสูงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ในอดีตที่ผ่านมา QQQ สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนแซงหน้าดัชนีตลาดโดยรวมได้อย่างน่าทึ่ง อย่างไรก็ดี นักลงทุนต้องยอมรับความผันผวนของราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และอัตราค่าธรรมเนียมที่ร้อยละ 0.20 ต่อปี ซึ่งคุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการผลักดันพอร์ตให้เติบโตตามคลื่นเทคโนโลยี

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$500.32 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
Nasdaq-100 Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.20%
บริษัทผู้ออกกองทุน
Invesco Capital Management

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
Nasdaq
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • มุ่งเน้น 100 บริษัทนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นนำในตลาด Nasdaq
  • ไม่รวมหุ้นกลุ่มการเงิน (Financials) อย่างสิ้นเชิง
  • ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์และคลาวด์
  • สภาพคล่องในการซื้อขายและมูลค่าสัญญาออปชันสูงติดอันดับโลก

จุดเด่น

  • ศักยภาพการสร้างผลตอบแทนระดับสูงตามนวัตกรรมระดับโลก
  • เน้นเฉพาะบริษัทที่มีกระแสเงินสดและงบดุลแข็งแกร่งใน Nasdaq

ข้อควรรู้

  • อัตราความผันผวนสูงกว่าดัชนี S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ
  • พอร์ตโฟลิโอกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสารสูงเกินครึ่งหนึ่ง

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความผันผวนได้สูง และต้องการเพิ่มอัตราเร่งให้พอร์ตการลงทุนเติบโตไปพร้อมกับนวัตกรรมระดับโลก

อันดับ4

ครอบคลุมทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ

Vanguard Total Stock Market ETF (VTI)

กองทุนที่รวมหุ้นสหรัฐฯ ครบทั้งตลาดกว่า 3,500 ตัวในพอร์ตเดียว

$698.52 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
Vanguard Total Stock Market ETF (VTI) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพ:Associated Press / Wikimedia Commons (Public domain)

Vanguard Total Stock Market ETF หรือ VTI ออกแบบมาเพื่อเป็นคำตอบสุดท้ายของนักลงทุนที่เชื่อมั่นในพลังแห่งตลาดทุนสหรัฐฯ โดยมุ่งหวังให้ผู้ถือครองได้เป็นเจ้าของหุ้นทุกตัวที่มีการซื้อขายอย่างเปิดเผย กองทุนอิงตามดัชนี CRSP US Total Market ซึ่งครอบคลุมหุ้นมากกว่า 3,500 บริษัท ตั้งแต่หุ้นยักษ์ใหญ่ หุ้นขนาดกลาง ไปจนถึงหุ้นขนาดเล็กและจิ๋ว

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง VTI และกองทุนตระกูล S&P 500 คือการที่ VTI ให้โอกาสนักลงทุนได้มีส่วนร่วมในการเติบโตของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ก่อนที่บริษัทเหล่านั้นจะเติบโตจนผ่านเกณฑ์เข้าสู่ดัชนี S&P 500 ในอนาคต โดยโครงสร้างของกองทุนยังคงใช้น้ำหนักตามมูลค่าตลาด ทำให้ยังคงมีหุ้นขนาดใหญ่เป็นเสาหลักราวร้อยละ 80 ของพอร์ต

ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมที่ประหยัดเพียงร้อยละ 0.03 ต่อปี และการกระจายตัวข้ามทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง VTI จึงกลายเป็นเสาเอกของปรัชญาการลงทุนแบบ Passive Investment ตามแนวทางของ John Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard ที่แนะนำให้นักลงทุน 'ซื้อทั้งตลาด แทนที่จะพยายามงมหาเข็มในกองฟาง'

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$698.52 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
CRSP US Total Market Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.03%
บริษัทผู้ออกกองทุน
The Vanguard Group

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • ครอบคลุมหุ้นสหรัฐฯ กว่า 3,500 บริษัท ทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก
  • ค่าธรรมเนียมต่ำมากเพียง 0.03% ต่อปี
  • สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาแบบองค์รวม
  • ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

จุดเด่น

  • กระจายความเสี่ยงได้กว้างขวางที่สุดในสหรัฐฯ
  • เปิดรับโอกาสการเติบโตจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในตัวเดียว

ข้อควรรู้

  • สัดส่วนหุ้นขนาดเล็กและกลางมีความผันผวนสูงกว่าในช่วงตลาดขาลง
  • ผลตอบแทนโดยรวมยังคงได้รับอิทธิพลหลักจากหุ้นขนาดใหญ่เป็นส่วนใหญ่

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แบบสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องเลือกระหว่างหุ้นขนาดใหญ่หรือเล็ก เพื่อการถือยาวหลายทศวรรษ

อันดับ3

ราชาแห่งสภาพคล่องและผู้บุกเบิก ETF

SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY)

ETF ตัวแรกของโลกที่มีสภาพคล่องการซื้อขายรายวันสูงสุด

$820.75 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพ:Carol M. Highsmith / Wikimedia Commons (Public domain)

SPDR S&P 500 ETF Trust หรือ SPY จากค่าย State Street Global Advisors คือหมุดหมายสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเงินสมัยใหม่ ในฐานะกองทุน ETF ตัวแรกของสหรัฐอเมริกาที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1993 และเป็นเครื่องมือที่ปฏิวัติวงการลงทุนด้วยการเปิดทางให้ผู้คนสามารถซื้อขายดัชนี S&P 500 ได้เหมือนหุ้นรายตัวแบบเรียลไทม์

จุดแข็งที่ไม่มีกองทุนใดเทียบได้ของ SPY คือปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (Trading Volume) ที่สูงที่สุดในโลก และตลาดตราสารอนุพันธ์ออปชัน (Options Market) ที่มีสภาพคล่องลึกซึ้งที่สุด ทำให้ SPY เป็นเครื่องมือหลักของกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) เทรดเดอร์มืออาชีพ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนพอร์ตหรือบริหารความเสี่ยงในเสี้ยววินาที

แม้ว่า SPY จะมีอัตราค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการอยู่ที่ร้อยละ 0.0945 ต่อปี ซึ่งสูงกว่า VOO และ IVV เล็กน้อย รวมถึงมีโครงสร้างเป็น Unit Investment Trust (UIT) ที่ไม่อนุญาตให้นำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อโดยอัตโนมัติภายในกอง แต่สำหรับผู้ที่เน้นการซื้อขายระยะสั้น การทำ Hedging หรือการเก็งกำไร ส่วนต่างราคาซื้อขายที่แคบระดับเศษสตางค์ทำให้ SPY ยังคงเป็นราชาแห่งสภาพคล่องอย่างไร้ข้อกังขา

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$820.75 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
S&P 500 Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.0945%
บริษัทผู้ออกกองทุน
State Street Global Advisors

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • กองทุน ETF ตัวแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา
  • ปริมาณการซื้อขายรายวันและสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก
  • ตลาด Options ต่อเนื่องและมีสภาพคล่องลึกที่สุด
  • เป็นเครื่องมือหลักสำหรับสถาบันการเงินในการบริหารความเสี่ยง

จุดเด่น

  • เข้าออกคำสั่งซื้อขายได้ทันทีแม้ในปริมาณมหาศาล
  • เครื่องมือเก็งกำไรและทำสัญญาอนุพันธ์มีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อควรรู้

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการสูงกว่ากองทุนคู่แข่งในดัชนีเดียวกันเกือบ 3 เท่า
  • ไม่สามารถนำเงินปันผลไป Reinvest ภายในกองทุนได้อัตโนมัติเนื่องจากโครงสร้าง UIT

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ นักลงทุนที่ซื้อขายระยะสั้น และสถาบันการเงินที่ต้องการสภาพคล่องระดับสูงสุดในการบริหารพอร์ต

อันดับ2

เรือธงระดับสถาบันจาก BlackRock

iShares Core S&P 500 ETF (IVV)

กองทุน S&P 500 ต้นทุนต่ำเพื่อการจัดพอร์ตระยะยาวจาก BlackRock

$890.64 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
iShares Core S&P 500 ETF (IVV) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพประกอบสร้างโดย TNPrank (AI)

iShares Core S&P 500 ETF หรือ IVV เป็นกองทุนเรือธงจากค่าย BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก กองทุนนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้นักลงทุนสถาบันและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ได้อย่างคุ้มค่า โดยโครงสร้างของ iShares ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักจัดสรรสินทรัพย์มืออาชีพทั่วโลก

สิ่งที่สร้างความได้เปรียบให้กับ IVV คือโครงสร้างกองทุนที่มีการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพสูง และการสนับสนุนด้วยเทคโนโลยีการบริหารความเสี่ยงระดับโลกของ BlackRock ส่งผลให้ IVV มีผลการดำเนินงานที่เกาะติดดัชนีได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งรักษาอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพียงร้อยละ 0.03 ต่อปี ทำให้สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลได้อย่างสม่ำเสมอ

การเลือกลงทุนใน IVV ช่วยเปิดประตูสู่กลุ่มบริษัทชั้นนำที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยี สุขภาพ การเงิน หรือการบริโภค โดยมีสภาพคล่องหนาแน่นรองรับคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพอร์ตโฟลิโอเพื่อการเกษียณและนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงทางสภาพคล่อง

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$890.64 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
S&P 500 Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.03%
บริษัทผู้ออกกองทุน
BlackRock Financial Management

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • บริหารจัดการโดย BlackRock สถาบันจัดการสินทรัพย์ชั้นนำของโลก
  • ค่าธรรมเนียม Expense Ratio ต่ำเพียง 0.03% ต่อปี
  • มีประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงและภาษีสูง
  • สภาพคล่องแข็งแกร่งรองรับคำสั่งซื้อขายจากนักลงทุนสถาบัน

จุดเด่น

  • เสถียรภาพสูงด้วยการบริหารของค่ายระดับโลก
  • ส่วนต่างราคาซื้อขายแคบมาก ประหยัดต้นทุนทางอ้อม

ข้อควรรู้

  • พอร์ตโฟลิโอซ้ำซ้อนกับกองทุนตระกูล S&P 500 อื่นๆ เกือบทั้งหมด
  • น้ำหนักการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ค่อนข้างสูง

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถือครองหุ้นสหรัฐฯ 500 บริษัทใหญ่ ผ่านสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือระดับโลกพร้อมมาตรฐานการบริหารชั้นเลิศ

และอันดับ 1 ก็คือ…

1

อันดับ 1 กองทุน ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด

Vanguard S&P 500 ETF (VOO)

กองทุนอิงดัชนี S&P 500 มูลค่าล้านล้านดอลลาร์อันดับหนึ่งของโลก

$1,032.27 พันล้านดอลลาร์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)
Vanguard S&P 500 ETF (VOO) — 10 อันดับกองทุนรวม ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) สูงที่สุดในโลก อัปเดตสถิติล่าสุดปี 2026
ภาพ:logos-world.net

Vanguard S&P 500 ETF หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ VOO ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลกอย่าง Vanguard เพื่อทำหน้าที่สะท้อนผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ซึ่งรวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในสหรัฐอเมริกาจำนวน 500 บริษัท ด้วยโครงสร้างองค์กรของ Vanguard ที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นเจ้าของร่วม ทำให้กองทุนสามารถลดค่าธรรมเนียมลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนกลายมาเป็นศูนย์รวมเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะ ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด

ความโดดเด่นของ VOO ที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน คืออัตราค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต่ำเพียงร้อยละ 0.03 ต่อปี ประกอบกับประสิทธิภาพในการเกาะติดดัชนีอ้างอิงที่มีค่าความคลาดเคลื่อน (Tracking Error) ต่ำเป็นพิเศษ การถือครอง VOO จึงเปรียบเสมือนการเป็นเจ้าของหุ้นธุรกิจชั้นนำของโลกอย่าง Apple, Microsoft, NVIDIA, Amazon และ Alphabet ในสัดส่วนที่คำนวณตามมูลค่าตลาดอย่างแม่นยำ

สำหรับนักลงทุนระยะยาว VOO ถือเป็นแกนหลักของพอร์ตโฟลิโอ (Core Portfolio) ที่มีประสิทธิภาพสูง กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลเป็นรายไตรมาสและมีสภาพคล่องหมุนเวียนในตลาดสูงมาก ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถทยอยสะสมผ่านกลยุทธ์ถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging) ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)
$1,032.27 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีอ้างอิง
S&P 500 Index
อัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)
0.03%
บริษัทผู้ออกกองทุน
The Vanguard Group

ข้อมูลใช้งานจริง

ตลาดหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน
NYSE Arca
ความถี่ในการจ่ายปันผล
รายไตรมาส (Quarterly)
สกุลเงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐ (USD)
  • กองทุน ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์
  • อัตราค่าธรรมเนียมบริหารจัดการต่ำเป็นพิเศษเพียง 0.03% ต่อปี
  • กระจายความเสี่ยงครอบคลุม 500 บริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
  • ความคลาดเคลื่อนในการเคลื่อนไหวตามดัชนี (Tracking Error) ต่ำมาก

จุดเด่น

  • ต้นทุนการถือครองต่ำมาก เหมาะแก่การถือลงทุนระยะยาว
  • สภาพคล่องสูง ซื้อขายได้อย่างสะดวกรวดเร็วตลอดเวลาทำการ

ข้อควรรู้

  • เน้นเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ จึงไม่มีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในพอร์ต
  • มีความอ่อนไหวสูงต่อความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจมหาภาคในสหรัฐอเมริกา

สรุปสั้นๆ

เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกระดับที่ต้องการสินทรัพย์หลักสำหรับสะสมความมั่งคั่งระยะยาวตามการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนต่ำที่สุด

สรุปผลทั้ง 10 อันดับ

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)

ที่มา: ETF Database / Seeking Alpha / ETF.com · ข้อมูล ณ กันยายน 2569 (ค.ศ. 2026)

เปรียบเทียบทั้ง 10 รายการ

อันดับรายการมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM)ดัชนีอ้างอิงอัตราค่าธรรมเนียม (Expense Ratio)บริษัทผู้ออกกองทุน
1Vanguard S&P 500 ETF (VOO)$1,032.27 พันล้านดอลลาร์S&P 500 Index0.03%The Vanguard Group
2iShares Core S&P 500 ETF (IVV)$890.64 พันล้านดอลลาร์S&P 500 Index0.03%BlackRock Financial Management
3SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY)$820.75 พันล้านดอลลาร์S&P 500 Index0.0945%State Street Global Advisors
4Vanguard Total Stock Market ETF (VTI)$698.52 พันล้านดอลลาร์CRSP US Total Market Index0.03%The Vanguard Group
5Invesco QQQ Trust (QQQ)$500.32 พันล้านดอลลาร์Nasdaq-100 Index0.20%Invesco Capital Management
6Vanguard Growth ETF (VUG)$234.96 พันล้านดอลลาร์CRSP US Large Cap Growth Index0.04%The Vanguard Group
7Vanguard Value ETF (VTV)$188.44 พันล้านดอลลาร์CRSP US Large Cap Value Index0.04%The Vanguard Group
8SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM)$176.55 พันล้านดอลลาร์S&P 500 Index0.02%State Street Global Advisors
9Vanguard Information Technology ETF (VGT)$155.70 พันล้านดอลลาร์MSCI US IMI Info Tech 25/50 Index0.10%The Vanguard Group
10iShares Russell 1000 Growth ETF (IWF)$128.77 พันล้านดอลลาร์Russell 1000 Growth Index0.19%BlackRock Financial Management

เลือกแบบไหนดี?

สรุปสั้นๆ ว่าแต่ละรายการเหมาะกับใคร

บทสรุป

การจัดอันดับ ETF หุ้นสหรัฐฯ ที่มีขนาดสินทรัพย์สุทธิใหญ่ที่สุดทั้ง 10 อันดับ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทุนที่อิงดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม ยังคงเป็นแกนหลักที่ครองใจนักลงทุนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ด้วยจุดเด่นด้านสภาพคล่อง ความโปร่งใส และค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ต่ำเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน กองทุนสไตล์เติบโตและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็มีบทบาทโดดเด่นขึ้นตามทิศทางนวัตกรรมระดับสากล สำหรับนักลงทุนไทย การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละกองทุนจะช่วยให้การจัดสรรน้ำหนักพอร์ตโฟลิโอมีความแม่นยำ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง และพาความมั่งคั่งเติบโตไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มในหัวข้อการเงินและการลงทุน18การออมเงิน11

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. 1.etfdb.com
  2. 2.seekingalpha.com
  3. 3.fool.com
  4. 4.etf.com
  5. 5.dividenddata.com
  6. 6.investlane.com
  7. 7.facebook.com
  8. 8.morningstar.com
  9. 9.morningstar.com
  10. 10.forbes.com
  11. 11.tradingview.com
  12. 12.morningstar.com

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกซื้อ ETF?

AUM สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกและสภาพคล่องในการซื้อขาย กองทุนที่มี AUM สูงมักจะมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ทำให้มีส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย (Bid-Ask Spread) แคบลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงในการซื้อขาย และลดความเสี่ยงที่กองทุนจะถูกปิดตัวลงอย่างกะทันหัน

ระหว่าง VOO, IVV, SPY และ SPYM ซึ่งอิงดัชนี S&P 500 เหมือนกัน ควรเลือกตัวไหนดี?

หากเน้นการลงทุนระยะยาวแบบถือครองต่อเนื่อง แนะนำให้เลือก VOO, IVV หรือ SPYM เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ต่ำมาก (0.02% - 0.03%) แต่หากเป็นผู้ที่เน้นการเทรดระยะสั้น การใช้กลยุทธ์ซื้อขายสัญญาออปชัน หรือต้องการสภาพคล่องในระดับสูงสุด การเลือก SPY จะได้เปรียบกว่าด้านความคล่องตัว

นักลงทุนชาวไทยสามารถเริ่มต้นลงทุนในกองทุน ETF สหรัฐฯ เหล่านี้ได้อย่างไร?

สามารถลงทุนได้ 2 วิธีหลัก คือการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Offshore Account) โดยตรงผ่านโบรกเกอร์ไทยหรือแพลตฟอร์มระดับสากล หรืออีกวิธีคือการลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR / Fractional DR) บนกระดานหุ้นไทย ซึ่งมีผู้ออกหลักทรัพย์อ้างอิง ETF ชื่อดังเหล่านี้ให้ซื้อขายเป็นเงินบาทได้โดยตรง

การลงทุนใน ETF หุ้นสหรัฐฯ มีเรื่องภาษีที่ต้องระวังอะไรบ้าง?

เงินปันผลที่ได้รับจาก ETF หรัฐฯ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ร้อยละ 15 ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ส่วนกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gains) จะได้รับการยกเว้นภาษีในสหรัฐฯ แต่หากนำเงินกำไรกลับเข้าประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรไทย

10 บัตรเครดิตสะสมไมล์และคะแนนยอดนิยมปี 2569 บินคุ้มแลกไวตอบโจทย์สายท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์พรีเมียม
แนะนำ 10 เรื่อง

การเงินและการลงทุน0 วิว

10 บัตรเครดิตสะสมไมล์และคะแนนยอดนิยมปี 2569 บินคุ้มแลกไวตอบโจทย์สายท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์พรีเมียม

เจาะลึก 10 บัตรเครดิตสะสมไมล์และพอยต์ท่องเที่ยวชั้นนำประจำปี 2569 เปรียบเทียบอัตราแปลงไมล์ สิทธิประโยชน์ห้องรับรอง และความคุ้มค่าของการรูดใช้จ่ายต่างประเทศ

ในบทความ: UOB KrisFlyer World · UOB KrisFlyer World Elite · ttb reserve infinite

10 อันดับบัญชีเงินฝากดิจิทัล (e-Savings) ในไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุด อัปเดตล่าสุดปี 2569
จัดอันดับ 10 → 1

การเงินและการลงทุน0 วิว

10 อันดับบัญชีเงินฝากดิจิทัล (e-Savings) ในไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุด อัปเดตล่าสุดปี 2569

สำรวจ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดประจำปี 2569 พร้อมเจาะลึกเงื่อนไขขั้นบันไดและเทคนิคการบริหารเงินออมให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด

ใครคืออันดับ 1? เลื่อนลงไปลุ้นในบทความ

10 บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน ยอดนิยมประจำปี 2569 สร้างวินัยการออมพร้อมรับดอกเบี้ยเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แนะนำ 10 เรื่อง

การเงินและการลงทุน0 วิว

10 บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน ยอดนิยมประจำปี 2569 สร้างวินัยการออมพร้อมรับดอกเบี้ยเต็มเม็ดเต็มหน่วย

รวมบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีระยะเวลา 24 เดือนที่โดดเด่นประจำปี 2569 ทางเลือกสะสมเงินก้อนที่ไร้ความเสี่ยง ช่วยฝึกวินัยทางการเงินและรับผลตอบแทนดอกเบี้ยเต็มจำนวนโดยไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ในบทความ: บัญชีเงินฝากปลอดภาษี ธนาคารเกียรตินาคินภัทร · บัญชีเงินฝากโบนัส 24 เดือน ธนาคารไทยพาณิชย์ · บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร