10 เรื่องน่ารู้ในหมวดแก็ดเจ็ตและไอทีแห่งปี 2026 ที่คนยุคดิจิทัลไม่ควรพลาด
เจาะลึก 10 สถิติและปรากฏการณ์สำคัญในวงการเทคโนโลยีปี 2026 ตั้งแต่ยุคทองของ AI PC การเติบโตของอุปกรณ์สวมใส่ จนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ Wi-Fi 7

โลกของเทคโนโลยีและแก็ดเจ็ตกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยอัตราเร่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสนทนาผ่านเบราว์เซอร์อีกต่อไป แต่ได้แทรกซึมเข้าสู่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เราหยิบจับทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ตโฟนหน้าจอพับ หรือแม้กระทั่งแหวนวงเล็กๆ บนนิ้วมือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังปฏิรูปวิถีชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในปี 2569 (ค.ศ. 2026) เราได้เห็นจุดตัดสำคัญทางเทคโนโลยีหลายด้าน ทั้งการที่อุปกรณ์เอไอพีซี (AI PC) ก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งหลักของตลาดคอมพิวเตอร์ การที่ผู้บริโภคเปิดรับอุปกรณ์สวมใส่รูปแบบใหม่เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างแพร่หลาย ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตไร้สายสู่มาตรฐาน Wi-Fi 7 ซึ่งเข้ามาแก้ไขข้อจำกัดเดิมเรื่องความหน่วงและความเร็วอย่างเห็นได้ชัด
บทความนี้ TNPrank ได้คัดสรร 10 เรื่องน่ารู้พร้อมสถิติตัวเลขจริงที่สะท้อนทิศทางของวงการแก็ดเจ็ตและไอที เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมความเคลื่อนไหว สามารถเตรียมพร้อมสำหรับการปรับใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ และวางแผนการลงทุนในเทคโนโลยีส่วนบุคคลได้อย่างคุ้มค่าและเท่าทันยุคสมัย
คัดเลือกอย่างไร
บทความนี้คัดเลือก 10 เรื่องน่ารู้และสถิติสำคัญในหมวดแก็ดเจ็ตและเทคโนโลยีไอที โดยพิจารณาจากข้อมูลสถิติจริงที่ได้รับการเผยแพร่โดยสถาบันวิจัยตลาดชั้นนำระดับสากล เช่น Gartner, IDC, Counterpoint Research, Dell'Oro Group และ Synergy Research Group ในช่วงปี 2568 ถึง 2569 โดยครอบคลุมประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก
ทั้ง 10 รายการ
การครองตลาดของคอมพิวเตอร์ AI (AI PCs)
ยุคทองของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย NPU ในตัว
เทรนด์เปลี่ยนผ่านแห่งปี

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มาพร้อมหน่วยประมวลผลประสาท (NPU) สำหรับการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์บนตัวเครื่องโดยตรง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ จากเดิมที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พึ่งพาเพียงซีพียูและจีพียู ปัจจุบันสถาปัตยกรรมชิปเซ็ตรุ่นใหม่บังคับให้ต้องมีหน่วยเร่งความเร็ว AI เพื่อรองรับการทำงานของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์สมัยใหม่
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถประมวลผลงานสร้างสรรค์ การตัดต่อวิดีโอ การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นไปประมวลผลบนคลาวด์ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งความเร็วและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้พีซีกลุ่มนี้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกอย่างชัดเจน
ข้อมูลพยากรณ์จาก Gartner ระบุว่า ในปี 2569 ยอดจัดส่ง AI PC จะครองส่วนแบ่งสูงถึง 54.7% ของตลาดพีซีทั่วโลก คิดเป็นตัวเลขราว 143 ล้านเครื่อง เติบโตก้าวกระโดดจากสัดส่วน 31% หรือ 77.8 ล้านเครื่องในปี 2568 ตอกย้ำว่าผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจต่างยกเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อรองรับยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ
- สถิติสำคัญ
- ครองส่วนแบ่ง 54.7% ของตลาดพีซีทั่วโลก
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ปี 2569 (ค.ศ. 2026)
- แหล่งที่มา
- Gartner
ข้อมูลใช้งานจริง
- จุดสังเกตก่อนซื้อ
- มองหาชิปเซ็ตที่มีประสิทธิภาพการประมวลผล NPU เกิน 40 TOPS ขึ้นไป
- ระบบปฏิบัติการที่รองรับ
- Windows 11 (Copilot+) และ macOS เวอร์ชันล่าสุด
- ยอดส่งมอบทั่วโลกคาดว่าจะแตะ 143 ล้านเครื่องในปี 2569
- อัตราส่วนแบ่งตลาดเกินครึ่งหนึ่งของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งหมด
- ประมวลผลโมเดล AI ภายในตัวเครื่องโดยตรงด้วยหน่วย NPU เฉพาะทาง
จุดเด่น
- ประมวลผลฟังก์ชัน AI ได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
- ความปลอดภัยของข้อมูลสูงขึ้นเนื่องจากการประมวลผลเกิดขึ้นภายในอุปกรณ์
ข้อควรรู้
- ซอฟต์แวร์บางประเภทอาจยังพัฒนามาไม่เต็มประสิทธิภาพในการดึงพลังของ NPU ทุกค่าย
- ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องยังจัดอยู่ในกลุ่มระดับกลางถึงระดับพรีเมียม
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สำหรับการทำงานระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแหวนอัจฉริยะ (Smart Rings)
เครื่องประดับเทคโนโลยีเพื่อการติดตามสุขภาพเชิงลึกตลอด 24 ชั่วโมง
อุปกรณ์ดูแลสุขภาพมาแรง

แหวนอัจฉริยะได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สวมใส่ที่น่าจับตามองที่สุดในรอบหลายปี โดยเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการติดตามดัชนีสุขภาพเชิงลึก เช่น คุณภาพการนอนหลับ อัตราการเต้นของหัวใจ และอุณหภูมิร่างกาย แต่ไม่ต้องการความเทอะทะของสมาร์ตวอตช์หรือแสงไฟรบกวนจากหน้าจอในเวลากลางคืน
ความก้าวหน้าด้านการย่อขนาดเซนเซอร์ชีวมิติและความจุแบตเตอรี่ ทำให้แหวนอัจฉริยะสามารถสวมใส่ได้ต่อเนื่องหลายวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตัวเรือนทำจากวัสดุพรีเมียมอย่างไทเทเนียมที่มีความทนทานและมีรูปลักษณ์เหมือนเครื่องประดับทั่วไป ทำให้ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในกลุ่มผู้รักสุขภาพและคนทำงานรุ่นใหม่
จากรายงานของ IDC และ Omdia ยอดจัดส่งแหวนอัจฉริยะทั่วโลกพุ่งแตะ 4.3 ล้านวง เติบโตขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแบรนด์ผู้บุกเบิกอย่าง Oura ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วยการครองส่วนแบ่งกว่า 3 ใน 4 ของตลาดทั้งหมด และสามารถขยายฐานสมาชิกระบบบริการสุขภาพสะสมแตะ 5 ล้านคนในปี 2569
- สถิติสำคัญ
- ยอดจัดส่ง 4.3 ล้านวง เติบโต 49% YoY
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ปี 2568 ถึงกลางปี 2569
- แหล่งที่มา
- IDC / Omdia
ข้อมูลใช้งานจริง
- อายุการใช้งานแบตเตอรี่
- ประมาณ 4-7 วันต่อรอบการชาร์จ
- การกันน้ำ
- ทนน้ำได้สูงสุดระดับ 100 เมตร (สวมใส่ว่ายน้ำได้)
- แบรนด์ Oura ครองสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ของตลาดแหวนอัจฉริยะทั่วโลก
- ฐานสมาชิกผู้ใช้งานแบบชำระเงินของผู้นำตลาดพุ่งแตะ 5 ล้านคนในปี 2569
- อัตราการเติบโตของตลาดยังอยู่ในระดับสูงถึง 49% เมื่อเทียบปีต่อปี
จุดเด่น
- น้ำหนักเบาและสวมใส่นอนหลับได้สบายโดยไม่มีหน้าจอรบกวนสายตา
- แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่าสมาร์ตวอตช์ส่วนใหญ่
ข้อควรรู้
- จำเป็นต้องวัดขนาดนิ้วมืออย่างแม่นยำก่อนซื้อเนื่องจากไม่สามารถปรับขนาดสายได้เหมือนนาฬิกา
- บางฟังก์ชันขั้นสูงจำเป็นต้องสมัครบริการสมาชิกรายเดือนเพิ่มเติม
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจวัดสุขภาพการนอนอย่างจริงจัง หรือผู้ที่นิยมใส่นาฬิกากลไกทั่วไป
สมาร์ตโฟนจอพับทะลุ 100 ล้านเครื่อง (Foldable Smartphones)
ก้าวข้ามอุปกรณ์เฉพาะกลุ่มสู่ยอดส่งมอบระดับประวัติศาสตร์
นวัตกรรมเรือธงยอดนิยม

สมาร์ตโฟนหน้าจอพับได้ผ่านพ้นยุคของการเป็นเพียงอุปกรณ์ทดลองทางเทคโนโลยี และกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียมกระแสหลักอย่างแท้จริง การพัฒนาของกลไกบานพับที่แนบสนิทอย่างไร้รอยต่อ ความบางของตัวเครื่อง และความทนทานต่อการพับหลายแสนครั้ง ช่วยขจัดความกังวลเดิมของผู้บริโภคไปได้อย่างสิ้นเชิง
จุดเด่นสำคัญของการใช้งานจอพับคือการมอบพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่เท่าแท็บเล็ตในขนาดพกพา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบสลับแอปพลิเคชัน (Multitasking) ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่สมาร์ตโฟนจอพับแบบตลับแป้ง (Flip) ก็กลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่ผสมผสานความกะทัดรัดเข้ากับฟังก์ชันการถ่ายภาพมุมแปลกใหม่ได้อย่างลงตัว
ตามรายงานของ Counterpoint Research ภายในสิ้นปี 2569 ยอดจัดส่งสะสมของสมาร์ตโฟนจอพับทั่วโลกจะก้าวข้ามหลักไมล์ 100 ล้านเครื่องได้สำเร็จ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา Samsung ยังคงครองความเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40% และตลาดยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึง 21% ในปี 2569
- สถิติสำคัญ
- ยอดจัดส่งสะสมทั่วโลกทะลุ 100 ล้านเครื่อง
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- กันยายน 2569
- แหล่งที่มา
- Counterpoint Research
ข้อมูลใช้งานจริง
- มาตรฐานความทนทาน
- ผ่านการทดสอบพับเปิด-ปิดมากกว่า 200,000 ถึง 400,000 ครั้ง
- การกันน้ำและฝุ่น
- มาตรฐานระดับ IP48 ถึง IPX8 ขึ้นอยู่กับรุ่น
- ยอดส่งมอบสะสมทั่วโลกแตะระดับ 100 ล้านเครื่องภายในสิ้นปี 2569
- Samsung ครองอันดับ 1 ของตลาดจอพับด้วยส่วนแบ่ง 40%
- อัตราการเติบโตของตลาดจอพับในปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 21% YoY
จุดเด่น
- ขยายขนาดการแสดงผลได้เต็มตาเมื่อต้องการทำงานเอกสารหรือเปิดหลายหน้าต่าง
- พับเก็บได้สะดวกและพกพาได้ง่ายกว่าแท็บเล็ตแยกชิ้น
ข้อควรรู้
- ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหน้าจอพับยังคงสูงกว่าหน้าจอปกติทั่วไป
- รอยพับบริเวณกลางหน้าจอยังคงสังเกตเห็นได้ในบางมุมมอง
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับสายทำงานจริงจังที่ต้องการหน้าจอขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพกแท็บเล็ตเพิ่ม
การปฏิวัติความเร็วด้วยเครือข่าย Wi-Fi 7 (Wi-Fi 7 Adoption)
การอัปเกรดโครงข่ายไร้สายความเร็วสูงที่ตอบโจทย์อุปกรณ์ยุคใหม่
มาตรฐานเน็ตไร้สายยุคใหม่

มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi 7 (IEEE 802.11be) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระดับองค์กรและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Multi-Link Operation (MLO) ที่ช่วยให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลผ่านหลายย่านความถี่ (2.4GHz, 5GHz และ 6GHz) ได้พร้อมกันในเวลาเดียว
การอัปเกรดนี้ช่วยปลดล็อกแบนด์วิดท์ขนาดกว้างสูงสุดถึง 320 MHz และการมอดูเลตแบบ 4096-QAM ทำให้อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พร้อมทั้งลดค่าความหน่วง (Latency) ลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการเชื่อมต่อผ่านสายแลน (LAN) ซึ่งตอบโจทย์การสตรีมวิดีโอ 8K และการประมวลผลระบบ XR อย่างยิ่ง
จากข้อมูลของ Dell'Oro Group ในไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดจำหน่ายจุดกระจายสัญญาณไร้สายระดับองค์กร (Enterprise Access Points) ที่รองรับ Wi-Fi 7 เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีสัดส่วนเกินกว่า 50% ของยอดขาย APs ทั้งหมด โดยมียอดจัดส่งสะสมรวมทั่วโลกทะลุสถิติ 10 ล้านชุดเป็นที่เรียบร้อย
- สถิติสำคัญ
- ครองยอดขายเกิน 50% ของจุดเชื่อมต่อระดับองค์กร
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ไตรมาส 2 ปี 2569
- แหล่งที่มา
- Dell'Oro Group
ข้อมูลใช้งานจริง
- ความกว้างช่องสัญญาณ
- สูงสุด 320 MHz บนย่านความถี่ 6 GHz
- ความเร็วทางทฤษฎี
- สูงสุดเกินกว่า 40 Gbps
- จุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi 7 มียอดจัดส่งทั่วโลกรวมทะลุ 10 ล้านชุด
- สัดส่วนยอดขายแซงหน้ามาตรฐานเดิมในตลาดองค์กรภายในไตรมาส 2 ปี 2569
- ความหน่วงต่ำระดับมิลลิวินาทีด้วยเทคโนโลยี Multi-Link Operation
จุดเด่น
- ลดค่าความหน่วงลงอย่างมาก เหมาะสำหรับระบบสตรีมมิงและการเล่นเกมบนคลาวด์
- รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมหาศาลพร้อมกันโดยไม่เกิดคอขวด
ข้อควรรู้
- อุปกรณ์ฝั่งผู้รับ (สมาร์ตโฟนหรือโน้ตบุ๊ก) ต้องมีชิปโมเด็มรองรับ Wi-Fi 7 จึงจะใช้ความเร็วเต็มพิกัดได้
- เราเตอร์ระดับไฮเอนด์ยังมีราคาสูงกว่าเราเตอร์ Wi-Fi 6 ค่อนข้างมาก
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับบ้านที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมาก และสำนักงานที่ต้องการโครงข่ายเสถียรสูงสุด
การขยายตัวของแว่นตาอัจฉริยะและอุปกรณ์ XR (XR & Smart Glasses)
เทคโนโลยีเสมือนจริงและแว่นตา AI ที่กลมกลืนกับชีวิตประจำวัน
อุปกรณ์แห่งอนาคต

กลุ่มอุปกรณ์สวมศีรษะและแว่นตาอัจฉริยะ (Extended Reality) กำลังก้าวผ่านยุคที่จำกัดอยู่แค่การเล่นเกมสู่การเป็นแก็ดเจ็ตในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะความสำเร็จของแว่นตาอัจฉริยะทรงปกติที่ติดตั้งกล้อง ไมโครโฟน และระบบสั่งการด้วยเสียง AI ซึ่งช่วยให้บันทึกภาพมุมมองสายตาและรับข้อมูลแปลภาษาได้โดยตรง
การแข่งขันในตลาดนี้แบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก คือแว่นตามิกซ์เรียลลิตี้ที่เน้นการทำงานในพื้นที่เสมือน และแว่นตาอัจฉริยะรูปทรงแฟชั่นน้ำหนักเบาที่เน้นฟังก์ชันเสริมในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการโต้ตอบกับผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ผ่านเสียงทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลรอบตัวได้แบบแฮนด์ฟรีโดยแท้จริง
รายงานจากสถาบันวิจัย IDC ชี้ว่า ในปี 2568 อุปกรณ์กลุ่ม XR และแว่นตาอัจฉริยะทั่วโลกมียอดส่งมอบเติบโตสูงถึง 41.6% รวมเป็นจำนวน 14.5 ล้านชิ้น โดย Meta ยังคงครองอันดับ 1 ในตลาดอย่างเบ็ดเสร็จด้วยส่วนแบ่งตลาด 75.7% ผ่านความสำเร็จของเฮดเซตกลุ่ม Quest และแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta
- สถิติสำคัญ
- ยอดส่งมอบ 14.5 ล้านชิ้น เติบโต 41.6% YoY
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- สิ้นปี 2568 (ค.ศ. 2025)
- แหล่งที่มา
- IDC
ข้อมูลใช้งานจริง
- การเชื่อมต่อ
- รองรับ Bluetooth และ Wi-Fi ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ
- ฟังก์ชันหลัก
- ถ่ายภาพนิ่ง, บันทึกวิดีโอ POV, ฟังเพลง, สนทนาโทรศัพท์ และถาม-ตอบ AI
- ยอดส่งมอบรวมทั่วโลกแตะระดับ 14.5 ล้านชิ้น เติบโตก้าวกระโดด 41.6%
- Meta ยึดตำแหน่งผู้นำตลาดเบ็ดเสร็จด้วยส่วนแบ่ง 75.7%
- การผสานพลังร่วมกับโมเดล AI มัลติโมดอลทำให้สั่งการด้วยภาพและเสียงได้ทันที
จุดเด่น
- บันทึกช่วงเวลาสำคัญได้จากมุมมองสายตาโดยไม่ต้องหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา
- ดีไซน์สวยงามใกล้เคียงแว่นตากันแดดแฟชั่นทั่วไป สวมใส่ได้กลมกลืน
ข้อควรรู้
- การใช้งานกล้องในพื้นที่สาธารณะยังคงต้องคำนึงถึงประเด็นความเป็นส่วนตัวของผู้คนรอบข้าง
- อายุการใช้งานแบตเตอรี่ในอุปกรณ์ทรงแว่นตายังจำกัดอยู่ที่ราวไม่กี่ชั่วโมงต่อการใช้งานต่อเนื่อง
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์และผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเข้าถึง AI แบบไม่ต้องจับถืออุปกรณ์
การครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งในสมาร์ตวอตช์โลก (Smartwatch Landscape)
อุปกรณ์ตรวจสอบดัชนีสุขภาพข้อมือที่พัฒนาสู่มาตรฐานทางการแพทย์
อุปกรณ์ดูแลสุขภาพประจำวัน

ตลาดสมาร์ตวอตช์ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของอุปกรณ์สวมใส่ส่วนบุคคล โดยฟังก์ชันหลักได้ยกระดับจากการแจ้งเตือนข้อความธรรมดาไปสู่การเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ส่วนบุคคลที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และการแจ้งเตือนภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ความต้องการสมาร์ตวอตช์ในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยการใส่ใจด้านสุขภาพเชิงป้องกันและการออกกำลังกายกลางแจ้ง ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ชัดเจนระหว่างนาฬิกาสมาร์ตวอตช์แนวแฟชั่นชีวิตประจำวัน กับนาฬิกากลุ่มสมบุกสมบัน (Rugged/Ultra) ที่มีโครงสร้างวัสดุไทเทเนียมและระบบจีพีเอสสองคลื่นความถี่
ข้อมูลจาก IDC เผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 ตลาดสมาร์ตวอตช์ทั่วโลกนำทัพโดย Apple ที่ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ที่ 21.5% ตามมาด้วย Huawei ที่ 18% และ Xiaomi ที่ 9.9% โดยยอดจัดส่งรวมตลอดทั้งปี 2569 คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 159.7 ล้านเรือน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการใช้งานยังคงเหนียวแน่นในทุกภูมิภาค
- สถิติสำคัญ
- Apple ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 21.5%
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ไตรมาส 1 ปี 2569
- แหล่งที่มา
- IDC
ข้อมูลใช้งานจริง
- การเชื่อมต่อ
- รองรับบลูทูธ, Wi-Fi และรุ่นรองรับ eSIM สำหรับใช้งานอิสระ
- ฟีเจอร์ตรวจวัด
- อัตราการเต้นหัวใจ, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG), อุณหภูมิผิวหนัง และการนอนหลับ
- Apple ยังคงครองส่วนแบ่งยอดจัดส่งอันดับ 1 ของโลกที่ 21.5%
- Huawei ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิดในอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่ง 18%
- ยอดส่งมอบสมาร์ตวอตช์ทั่วโลกในปี 2569 คาดว่าจะแตะ 159.7 ล้านเรือน
จุดเด่น
- ติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องแม่นยำ
- รับการแจ้งเตือนและติดต่อสื่อสารได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องหยิบมือถือ
ข้อควรรู้
- สมาร์ตวอตช์ระบบปฏิบัติการระดับสูงส่วนใหญ่ยังต้องชาร์จแบตเตอรี่วันต่อวันหรือทุก 2-3 วัน
- บางฟังก์ชันจำเป็นต้องใช้งานคู่กับระบบปฏิบัติการสมาร์ตโฟนของแบรนด์เดียวกันเท่านั้น
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตัวช่วยติดตามสุขภาพ การออกกำลังกาย และจัดการการแจ้งเตือนงาน
อุปกรณ์เสียงสวมใส่ครองสองในสามของตลาด (Hearables Dominance)
หูฟังไร้สายอัจฉริยะผู้นำเบ็ดเสร็จในจักรวาลอุปกรณ์สวมใส่
แก็ดเจ็ตยอดนิยมตลอดกาล

อุปกรณ์เสียงสวมใส่ (Hearables) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หูฟังไร้สายแบบ True Wireless ไปจนถึงหูฟังช่วยฟังอัจฉริยะ ได้กลายมาเป็นหมวดสินค้าที่มียอดจัดส่งสูงสุดในบรรดาอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหมด โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ฟังเพลง แต่ยังกลายเป็นส่วนเสริมด้านการสื่อสารและการได้ยินส่วนบุคคล
การเพิ่มขึ้นของฟังก์ชันตัดเสียงรบกวนแบบแอ็กทิฟ (ANC) ที่ชาญฉลาด ระบบเสียงตามตำแหน่งรอบทิศทาง (Spatial Audio) และฟีเจอร์ช่วยตรวจวัดระดับการได้ยินตามมาตรฐานสากล ทำให้อุปกรณ์หูฟังไร้สายยุคปัจจุบันกลายเป็นแก็ดเจ็ตจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตทั้งการทำงานและการเดินทาง
จากรายงานตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทั่วโลกของ IDC ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดส่งมอบอุปกรณ์สวมใส่โดยรวมสูงถึง 145.7 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 4.3% YoY โดยอุปกรณ์กลุ่ม Hearables เพียงหมวดเดียวสามารถครองสัดส่วนยอดจัดส่งสูงเกือบ 2 ใน 3 ของทั้งตลาด บ่งบอกถึงความแพร่หลายในฐานะอุปกรณ์ไอทีพื้นฐาน
- สถิติสำคัญ
- ครองส่วนแบ่งเกือบ 2 ใน 3 ของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหมด
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ไตรมาส 1 ปี 2569
- แหล่งที่มา
- IDC
ข้อมูลใช้งานจริง
- เทคโนโลยีสำคัญ
- ระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกแบบแปรผัน (Adaptive ANC) และ Transparency Mode
- แบตเตอรี่
- เฉลี่ย 6-8 ชั่วโมงต่อรอบ และใช้งานได้ 24-30 ชั่วโมงเมื่อรวมเคสชาร์จ
- ยอดส่งมอบอุปกรณ์สวมใส่รวมแตะ 145.7 ล้านเครื่องในไตรมาส 1 ปี 2569
- หูฟังไร้สายอัจฉริยะครองสัดส่วนสูงสุดเกือบ 66% ของตลาดอุปกรณ์สวมใส่
- การเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จุดเด่น
- ตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างสมาธิในการทำงาน
- มิติเสียงสมจริงและการเชื่อมต่ออุปกรณ์สลับไปมาได้อย่างลื่นไหล
ข้อควรรู้
- แบตเตอรี่ในตัวหูฟังและเคสชาร์จมีขนาดเล็ก ทำให้มีอายุการเสื่อมสภาพตามรอบการชาร์จ
- ขนาดของจุกหูฟังและรูปทรงอาจไม่พอดีกับสรีระหูของทุกคน ต้องเลือกขนาดให้เหมาะสม
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการอุปกรณ์สื่อสาร ความบันเทิง และช่วยตัดเสียงรบกวนในการทำงานประจำวัน
การฟื้นตัวของยอดจัดส่งพีซีโลกนำโดย Lenovo (PC Market Recovery)
วัฏจักรการเปลี่ยนผ่านคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจและผู้ใช้ทั่วไป
การฟื้นตัวของตลาดหลัก

ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC ทั่วโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นอีกคำรบหนึ่ง ภายหลังต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวเพื่อปรับสมดุลนับตั้งแต่พ้นช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ โดยแรงผลักดันหลักมาจากภาคธุรกิจที่เร่งทยอยอัปเกรดเครื่องใหม่เพื่อรองรับการยุติการสนับสนุนของระบบปฏิบัติการ Windows 10
จุดชี้ขาดในการทำตลาดของบรรดาแบรนด์ชั้นนำรอบนี้ อยู่ที่การพัฒนาอุปกรณ์ให้จัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดชิปสถาปัตยกรรม x86 รุ่นล่าสุด ไปจนถึงการหันมาใช้ชิปเซ็ตสถาปัตยกรรม ARM ที่นอกจากจะประมวลผลได้แรงและไม่สะสมความร้อนแล้ว ยังช่วยยืดระยะเวลาการทำงานของแบตเตอรี่บนแล็ปท็อปให้ใช้งานได้ตลอดทั้งวันอย่างไร้กังวล
สำหรับภาพรวมด้านตัวเลข ทาง Gartner เผยว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งมอบ PC สู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นยอดรวม 62.8 ล้านเครื่อง ด้านตำแหน่งเบอร์หนึ่งของวงการยังคงเป็นของ Lenovo ที่กวาดสัดส่วนไปถึง 26.5% ขณะที่ HP และผู้ผลิตรายอื่นๆ เดินหน้าทำยอดขายตามมาเป็นลำดับ
- สถิติสำคัญ
- Lenovo ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 26.5%
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ไตรมาส 1 ปี 2569
- แหล่งที่มา
- Gartner
ข้อมูลใช้งานจริง
- ระบบปฏิบัติการหลัก
- Windows 11, macOS, ChromeOS
- แรมมาตรฐานขั้นต่ำ
- 16 GB ขึ้นไปสำหรับรองรับระบบปฏิบัติการยุคใหม่
- ยอดส่งมอบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกแตะ 62.8 ล้านเครื่องในไตรมาส 1 ปี 2569
- ตลาดรวมเติบโตกลับมาเป็นบวกที่ 4% เมื่อเทียบปีต่อปี
- Lenovo ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 26.5% ตามด้วยแบรนด์ HP
จุดเด่น
- ตัวเลือกฮาร์ดแวร์มีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่สายพกพาไปจนถึงเวิร์กสเตชัน
- ประสิทธิภาพต่อวัตต์ดีขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เครื่องทำงานเงียบและแบตเตอรี่ทนทาน
ข้อควรรู้
- การเปลี่ยนผ่านเครื่องระดับองค์กรอาจใช้เวลาเนื่องจากการทดสอบความเข้ากันได้ของระบบเดิม
- เครื่องที่มีสเปกแรมสูงสำหรับงาน AI ยังคงมีต้นทุนราคาที่สูงขึ้น
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดคอมพิวเตอร์ประจำโต๊ะหรือแล็ปท็อปทำงานที่ใช้มาเกิน 4-5 ปี
การขับเคี่ยวของผู้นำสมาร์ตโฟนโลก (Global Smartphone Shipments)
การประชันประสิทธิภาพและซอฟต์แวร์ AI ของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการ
สมรภูมิเรือธงระดับโลก

สมาร์ตโฟนยังคงเป็นศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัลในทุกมิติ โดยภาพรวมของตลาดในปีนี้ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสองขั้วอำนาจใหญ่ ได้แก่ Samsung และ Apple ซึ่งครองสัดส่วนความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกไปเกือบ 40% ของตลาดรวมทั้งหมด
หัวใจของการแข่งขันในสมาร์ตโฟนเรือธงยุคนี้อยู่ที่ความสามารถด้านซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการแต่งภาพ การแปลบทสนทนาข้ามภาษาแบบสดๆ และการสรุปเอกสารเนื้อหายาวๆ รวมไปถึงการพัฒนาระบบกล้องเซนเซอร์ขนาดใหญ่ที่เก็บรายละเอียดแสงได้ยอดเยี่ยมในทุกสภาวะ
รายงานจากสำนักวิจัย IDC และ Canalys แสดงให้เห็นว่า ในไตรมาส 1 ปี 2568 ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกขยายตัวแตะระดับ 296.9 ถึง 304.9 ล้านเครื่อง โดย Samsung ครองอันดับ 1 ของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% เฉือนเอาชนะ Apple ซึ่งครองอันดับ 2 ที่ส่วนแบ่งราว 18-19% อย่างสูสี
- สถิติสำคัญ
- Samsung ครองส่วนแบ่ง 20% Apple ครอง 18-19%
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ไตรมาส 1 ปี 2568 (Q1 2025)
- แหล่งที่มา
- IDC / Canalys
ข้อมูลใช้งานจริง
- มาตรฐานการอัปเดต
- สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่รองรับการอัปเดตระบบปฏิบัติการยาวนานสูงสุด 7 ปี
- การเชื่อมต่อ
- รองรับ 5G Advanced และการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมในกรณีฉุกเฉิน
- ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกในหนึ่งไตรมาสแตะระดับประมาณ 300 ล้านเครื่อง
- Samsung ครองอันดับ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่องด้วยส่วนแบ่งการตลาด 20%
- สองแบรนด์ผู้นำครองส่วนแบ่งรวมกันเกือบ 40% ของความต้องการสมาร์ตโฟนทั้งโลก
จุดเด่น
- ประสิทธิภาพกล้องถ่ายภาพและวิดีโอเทียบเท่าอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ
- ระบบนิเวศซอฟต์แวร์เสถียร มีการรับประกันความปลอดภัยและการอัปเดตต่อเนื่องยาวนาน
ข้อควรรู้
- นวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์ภายนอกเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ความแตกต่างส่วนใหญ่เน้นไปที่ระบบซอฟต์แวร์
- รุ่นเรือธงระดับท็อปมีราคาสูงขึ้นตามต้นทุนชิปเซ็ตและโมดูลกล้องขั้นสูง
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการอุปกรณ์หลักที่เชื่อถือได้ ตอบโจทย์ทั้งการสื่อสาร กล้อง และฟังก์ชัน AI
การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI ทั่วโลก (Cloud & AI Spending)
โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนแก็ดเจ็ตและระบบ AI ทั่วโลก
เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานโลก

เบื้องหลังความชาญฉลาดของแก็ดเจ็ตและอุปกรณ์ไอทีทุกชิ้นในปัจจุบัน คือโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ขนาดมหึมาที่ทำหน้าที่ฝึกฝนและประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ซึ่งกำลังมีการลงทุนขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างมหาศาลเพื่อรองรับการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
การลงทุนนี้ส่งผลให้บริการคลาวด์กลายเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก โดยผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ต่างแข่งขันกันอัปเกรดชิปเร่งความเร็ว AI และพัฒนาระบบเครือข่ายความเร็วสูง เพื่อให้แอปพลิเคชันและอุปกรณ์ปลายทางสามารถเรียกใช้งานบริการปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างไร้รอยต่อ
ข้อมูลจาก Synergy Research Group ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 มูลค่าการใช้จ่ายด้านบริการคลาวด์สำหรับองค์กรทั่วโลกพุ่งแตะ 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี Amazon (AWS) ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ที่ 28% ตามด้วย Microsoft Azure ที่ 20% และ Google Cloud ที่ 15% ตอกย้ำว่ายุคของ Generative AI ได้เปลี่ยนคลาวด์ให้เป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้
- สถิติสำคัญ
- ยอดใช้จ่ายคลาวด์แตะ 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส
- ช่วงเวลาของข้อมูล
- ไตรมาส 2 ปี 2569
- แหล่งที่มา
- Synergy Research Group
ข้อมูลใช้งานจริง
- ผู้ให้บริการหลัก
- Amazon Web Services (28%), Microsoft Azure (20%), Google Cloud (15%)
- กลุ่มการใช้งานสำคัญ
- การประมวลผลแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์, บิ๊กดาต้า และระบบฐานข้อมูลองค์กร
- การใช้จ่ายคลาวด์ทั่วโลกไตรมาสเดียวแตะระดับ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- Amazon Web Services (AWS) ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 28%
- สามผู้ให้บริการหลัก (AWS, Azure, Google Cloud) ครองตลาดรวมกันเกิน 63%
จุดเด่น
- ช่วยให้แก็ดเจ็ตและแอปพลิเคชันทั่วไปสามารถเข้าถึงพลังประมวลผลระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ทันที
- ความเสถียรและความพร้อมในการขยายระบบสูง รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้หลายร้อยล้านคน
ข้อควรรู้
- การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบหล่อเย็นในปริมาณมหาศาล
- องค์กรต่างๆ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการเรียกใช้งานโมเดล AI
เหมาะกับใคร
ข้อมูลสำคัญสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทิศทางเศรษฐกิจไอที
เปรียบเทียบทั้ง 10 รายการ
| # | รายการ | สถิติสำคัญ | ช่วงเวลาของข้อมูล | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|---|
| 1 | การครองตลาดของคอมพิวเตอร์ AI (AI PCs) | ครองส่วนแบ่ง 54.7% ของตลาดพีซีทั่วโลก | ปี 2569 (ค.ศ. 2026) | Gartner |
| 2 | การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแหวนอัจฉริยะ (Smart Rings) | ยอดจัดส่ง 4.3 ล้านวง เติบโต 49% YoY | ปี 2568 ถึงกลางปี 2569 | IDC / Omdia |
| 3 | สมาร์ตโฟนจอพับทะลุ 100 ล้านเครื่อง (Foldable Smartphones) | ยอดจัดส่งสะสมทั่วโลกทะลุ 100 ล้านเครื่อง | กันยายน 2569 | Counterpoint Research |
| 4 | การปฏิวัติความเร็วด้วยเครือข่าย Wi-Fi 7 (Wi-Fi 7 Adoption) | ครองยอดขายเกิน 50% ของจุดเชื่อมต่อระดับองค์กร | ไตรมาส 2 ปี 2569 | Dell'Oro Group |
| 5 | การขยายตัวของแว่นตาอัจฉริยะและอุปกรณ์ XR (XR & Smart Glasses) | ยอดส่งมอบ 14.5 ล้านชิ้น เติบโต 41.6% YoY | สิ้นปี 2568 (ค.ศ. 2025) | IDC |
| 6 | การครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งในสมาร์ตวอตช์โลก (Smartwatch Landscape) | Apple ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 21.5% | ไตรมาส 1 ปี 2569 | IDC |
| 7 | อุปกรณ์เสียงสวมใส่ครองสองในสามของตลาด (Hearables Dominance) | ครองส่วนแบ่งเกือบ 2 ใน 3 ของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหมด | ไตรมาส 1 ปี 2569 | IDC |
| 8 | การฟื้นตัวของยอดจัดส่งพีซีโลกนำโดย Lenovo (PC Market Recovery) | Lenovo ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 26.5% | ไตรมาส 1 ปี 2569 | Gartner |
| 9 | การขับเคี่ยวของผู้นำสมาร์ตโฟนโลก (Global Smartphone Shipments) | Samsung ครองส่วนแบ่ง 20% Apple ครอง 18-19% | ไตรมาส 1 ปี 2568 (Q1 2025) | IDC / Canalys |
| 10 | การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI ทั่วโลก (Cloud & AI Spending) | ยอดใช้จ่ายคลาวด์แตะ 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส | ไตรมาส 2 ปี 2569 | Synergy Research Group |
เลือกแบบไหนดี?
สรุปสั้นๆ ว่าแต่ละรายการเหมาะกับใคร
- ถ้าคุณคนทำงานและสายงานสร้างสรรค์#1การครองตลาดของคอมพิวเตอร์ AI (AI PCs)ช่วยเพิ่มผลผลิตการทำงานด้วยหน่วยประมวลผล NPU ในตัว โดยไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตในการรัน AIอ่านรายละเอียด
- ถ้าคุณผู้รักสุขภาพและต้องการติดตามการนอนหลับ#2การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแหวนอัจฉริยะ (Smart Rings)ตรวจจับค่าชีวมิติได้แม่นยำตลอดทั้งคืนโดยไม่มีแสงหน้าจอรบกวนและสวมใส่สบายเหมือนแหวนทั่วไปอ่านรายละเอียด
- ถ้าคุณผู้บริหารและคนทำงานแบบ Multitasking#3สมาร์ตโฟนจอพับทะลุ 100 ล้านเครื่อง (Foldable Smartphones)ให้พื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่สำหรับเปิดเอกสารหลายไฟล์พร้อมกันในรูปทรงพกพาสะดวกอ่านรายละเอียด
- ถ้าคุณบ้านอัจฉริยะและสายสตรีมมิงความเร็วสูง#4การปฏิวัติความเร็วด้วยเครือข่าย Wi-Fi 7 (Wi-Fi 7 Adoption)แก้ไขปัญหาความหน่วงและรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์หลายสิบชิ้นพร้อมกันได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่ออ่านรายละเอียด
บทสรุป
ปรากฏการณ์ทั้ง 10 ประการในวงการแก็ดเจ็ตและไอทีปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า นิยามของอุปกรณ์อัจฉริยะได้ข้ามพ้นเรื่องของสเปกความเร็วเพียวๆ ไปสู่การผสานปัญญาประดิษฐ์และการมอบประสบการณ์ใช้งานที่เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่ออย่างแท้จริง การรู้เท่าทันสถิติและทิศทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เราเลือกซื้ออุปกรณ์ได้ตอบโจทย์การทำงานในชีวิตจริงมากขึ้น แต่ยังทำให้เรามองเห็นภาพอนาคตของระบบนิเวศดิจิทัลที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ่านเพิ่มในหัวข้อแก็ดเจ็ตและไอที43แกดเจ็ต24สมาร์ตโฟน22
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
คำถามที่พบบ่อย
AI PC แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างไร คุ้มค่าที่จะซื้อในปี 2026 หรือไม่?
AI PC แตกต่างอย่างชัดเจนด้วยการติดตั้งหน่วยประมวลผลประสาท (NPU) เพิ่มเข้ามาในชิปเซ็ต ช่วยให้เครื่องสามารถรันโมเดลปัญญาประดิษฐ์ เช่น การตัดต่อวิดีโอ การแปลภาษา และการสร้างภาพ ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้พลังงานต่ำมาก การเลือกซื้อในปี 2569 ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งเพราะระบบปฏิบัติการและโปรแกรมทำงานสมัยใหม่เริ่มออกแบบมาให้รองรับ NPU เป็นมาตรฐานแล้ว
แหวนอัจฉริยะ (Smart Ring) สามารถใช้งานทดแทนสมาร์ตวอตช์ได้สมบูรณ์แบบเลยหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานเป็นหลัก แหวนอัจฉริยะทำหน้าที่ติดตามสุขภาพ การนอนหลับ และความพร้อมของร่างกายได้ดีเยี่ยมโดยมีแบตเตอรี่ที่ยาวนานและไม่รบกวนสายตา แต่ไม่สามารถอ่านข้อความแจ้งเตือน รับสายโทรศัพท์ หรือใช้แอปพลิเคชันแผนที่บนหน้าจอเหมือนสมาร์ตวอตช์ได้
หากจะอัปเกรดเป็น Wi-Fi 7 จำเป็นต้องเปลี่ยนสมาร์ตโฟนและโน้ตบุ๊กใหม่ทั้งหมดไหม?
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งหมดในทันที เนื่องจากเราเตอร์ Wi-Fi 7 สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานเดิมอย่าง Wi-Fi 6 หรือ Wi-Fi 5 ได้ตามปกติ แต่อุปกรณ์รุ่นเก่าจะเชื่อมต่อได้ที่ความเร็วตามขีดจำกัดเดิมเท่านั้น โดยจะได้รับประโยชน์จากความเร็วสูงสุดและค่าความหน่วงต่ำก็ต่อเมื่อใช้อุปกรณ์ที่รองรับชิป Wi-Fi 7
ทำไมสมาร์ตโฟนจอพับถึงมียอดขายเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2026?
ปัจจัยหลักมาจากความทนทานของหน้าจอและกลไกบานพับที่ได้รับการพัฒนาจนแข็งแกร่ง รอยพับตื้นลงมาก และตัวเครื่องมีความบางเบาใกล้เคียงกับสมาร์ตโฟนแบบแท่งทั่วไป อีกทั้งซอฟต์แวร์รองรับการแบ่งหน้าจอได้สมบูรณ์แบบ ทำให้ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความบันเทิงอย่างคุ้มค่า
อ่านต่อ

แก็ดเจ็ตและไอที0 วิว
10 นวัตกรรมเก้าอี้และอุปกรณ์การยศาสตร์ (Ergonomic Desk Setup) ยอดนิยมปี 2026 เพื่อสุขภาพหลังและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เปิดลิสต์ 10 นวัตกรรมเก้าอี้และอุปกรณ์จัดโต๊ะทำงานตามหลักการยศาสตร์ยอดนิยมปี 2026 ตัวช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานอย่างยั่งยืน
ในบทความ: Herman Miller Vantum Ergonomic Chair · Branch Ergonomic Chair Pro · Hbada X7 Smart Ergonomic Chair

แก็ดเจ็ตและไอที5 วิว
10 อันดับสมาร์ตวอทช์ที่มีค่าความสว่างหน้าจอสูงสุด (Peak Brightness) วางจำหน่ายในไทย ปี 2026
เจาะลึก 10 สุดยอดสมาร์ตวอทช์หน้าจอสว่างที่สุดแห่งปี 2026 วัดระดับความสว่างสูงสุดด้วยหน่วย nits ชัดเจนทะลุแดดเมืองไทย ตอบโจทย์สายเอาต์ดอร์ตัวจริง
ใครคืออันดับ 1? เลื่อนลงไปลุ้นในบทความ

แก็ดเจ็ตและไอที0 วิว
10 หูฟังไร้สายทรง Open-Ear และแบบหนีบหู (Clip-On) ยอดนิยมปี 2026 สวมใส่สบาย ไม่ล้าหู ได้ยินเสียงรอบข้างอย่างปลอดภัย
รวมหูฟังทรงเปิดช่องหูและแบบหนีบใบหูรุ่นเด่นปี 2026 ใส่สบายตลอดวัน ไม่อึดอัด พร้อมได้ยินเสียงรอบข้างอย่างปลอดภัย
ในบทความ: Bose Ultra Open Earbuds · Huawei FreeClip 2 · Shokz OpenFit Pro
เสียงจากผู้อ่าน
อยากให้เราจัดอันดับอะไร?
บอกมาได้เลย หัวข้อที่คนขอเยอะที่สุดจะได้เขียนก่อน